วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

กว่าจะมาเป็น Logo สุด cool ของ 15 แบรนด์ดัง

เคยสงสัยกันบ้างรึเปล่า ว่าทำไมแต่ละ Brand ดังๆ ถึงได้มี Logo ที่ดูสวยเท่ส์แบบไร้ที่ติกันนัก  แล้วเคยสงสัยมั้ยว่ากว่าจะมาเป็น Logo ปัจจุบัน อย่างของ Starbucks, Apple, Pepsi, Firefox ที่เราเห็นกันนั้นมีการเปลี่ยน logo กันมากี่ครั้ง แล้วหน้าตา logo สมัยนั้นมันเป็นอย่างไร มีหลาย brand ที่เรานึกไม่ถึงเลยว่าจะเคยมี logo แบบนี้มาก่อน .. มาดูกันเลยดีกว่า

Starbucks

Starbucks ยังคงเก็บความกลมสไตล์เดิมเอาไว้ แต่สังเกตุได้ว่าเคยมีการเปลี่ยนชื่อเป็น IL Giornale ก่อนทีจะเปลี่ยนกลับมาเป็น Starbucks อีกครั้ง กับ Logo สีเขียวกลมที่เรานิยมมองหาเวลาอยากอื่มกาแฟอร่อย

Adobe

เมื่อก่อน Adobe เริ่มต้นธุรกิจเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมบน desktop publishing ทำให้ Logo ชิ้นแรกดูเหมาะไปทางนั้นมากกว่า จากนั้นก็เริ่มจะเน้นตัว A ให้ดูมีสไตล์ แต่สุดท้ายตัว A อาจจะยังไม่สื่อถึง Adobe เท่าไหร่จึงกลับมาใช้ชื่อเต็มอีกครั้ง และเป็น Logo ในแบบที่เราคุ้นตากัน

Alfa Romeo

ในปี 1910 Alfa Romeo ได้ Re-branding ครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยน Logo มาในรูปแบบวงกลม และมีการปรับปรุง Logo มาตลอดจนถึงปัจจุบัน



Apple Inc.

Logo ชิ้นแรกค่อนข้างทำให้ต้องดูอีกครั้ง เพราะหน้าเหมือนสมัยอัศวินรบกัน Logo ชิ้นแรกนี้ถูกออกแบบในปี 1976 โดย Ronald Wayne โดยจะเห็นผู้ชาย หรือ sir Isaac Newton นั่งอยู่ใต้ต้นไม้พร้อมกับผล Apple ลอยอยู่เหนือหัว  และหลังจากที่ Apple กลายเป็นบริษัทที่โด่งดังพร้อมกับ Logo Apple ที่ถูกกัดไปแล้วหนึ่งเสี้ยวพร้อมสีสันที่ปรับให้ตรงกับสินค้าของ Apple ในแต่ละยุคสมัย




Firefox

ก่อนที่ Firefox จะกลายเป็นจิ้งจอกไฟในวันนี้  Firefox เคยมีสองชื่อ คือ นกฟีนิกส์ ‘Phoenix’ และ นกไฟ ‘Firebird’ มาก่อน แต่ชื่อที่ตั้งไว้นี้เกิดไปซ้ำกับ Browser เจ้าอื่นที่ถือ trademark ไว้ก่อนหน้านี้   ทำให้ Firefox ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น “Mozilla Firefox” กับ Logo ใหม่ที่มีจิ้งจอกกอดลูกโลกแทน

Ford

รถยนต์ Ford เกิดมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 1903 ทำให้มี Logo หลายชิ้น และเมื่อก่อน Ford มีชื่อเต็มว่า ’Ford Motor Co’  Logo ชิ้นแรกจึงต้องมีชื่อเต็ม   ในปี 1912 ได้มีการปรับเปลี่ยน Logo ให้เหลือเพียงคำว่า Ford และถูกเพิ่มสีฟ้าและถูกปรับเปลี่ยนเรื่อยมาจนได้ Logo ที่ถูกใจในปี 2003 และถูกใช้มาจนถึงวันนี้  Logo ชิ้นล่าสุดมีชื่อว่า  “Centennial Blue Oval”

Google

สำหรับ Logo ของ Google นั้นดูไม่เปลี่ยนแปลงมา แค่รู้สึกว่าโตขึ้น  ถ้าสังเกตดูจะเหมือน Logo เด็กที่โตมาเป็นผู้ใหญ่ 

IBM

IBM ใช้ตัวหนังสือเป็นลูกเล่นของ Logo มาโดยตลอด  ในปี 1947 IBM เปลี่ยน Logo มาเป็น font สไตล์อ่านง่ายขึ้นและบ่งบอกความเป็นคอมพิวเตอร์ด้วยตัวพิมพ์ และมีการปรับครั้งสุดท้ายพร้อมเติมสีฟ้าในปี 1972

Kodak

Kodak เริ่มต้น Logo ด้วยสไตล์ art ของตัวหนังสือ และมีการเปลี่ยนมาหลายรูปแบบ แต่ยังคงเน้นสีแดงและส้มไว้ จนปัจจุบันเหลือเพียงคำว่า Kodak สีแดง

Microsoft

Microsoft เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่เน้นออกแบบ Logo ด้วยตัวหนังสือและยึดคำว่า Microsoft มาโดยตลอด จนปีหลังๆ ที่ Microsoft เริ่มเติมสโลแกนเข้ามาด้วย คำสุดท้ายที่ใช้คือ ’Your potential. Our passion’ จนถึงทุกวันนี้

Nike

Logo ชิ้นแรกของ Nike ถูกออกแบบในปี 1971 โดย Carolyn Davidson ด้วย Logo ที่เน้นปีกของเทพธิดาของกรีกที่ชื่อ ‘Nike’ เช่นเดียวกับที่ทางบริษัทนำมาตั้งชื่อ  Nike พยายามเปลี่ยน Logo มาหลายครั้ง และสุดท้ายเหลือเพียงแค่ปี Nike ที่ดูเก๋สุดแล้ว

Nokia

Nokia เริ่มต้น logo ในแนวแปลกๆ คล้ายๆ กับ Apple    Logo ชิ้นแรกดูเหมือนร้านขายปลามากๆ เนื่องจากตอนนั้น Nokia ยังผลิตกระดาษอยู่ในประเทศ Finland  และได้เปลี่ยนมาผลิตตราแสตมป์แทนในปี 1898    Logo ที่ดูจะเป็น Nokia เริ่มขึ้นในปี 1965 หลังจากมีการควบรวมกิจการและเปิดบริษัทภายใต้ชื่อ Nokia Corporation  ในปี 1998 Nokia ถึงจะเริ่มแสดงความเป็น modern ใน Logo ของตัวเองและกลายเป็น Nokia, Connecting People ในปัจจุบัน

Peugeot

รถยนต์ เปอร์โย Peugeot นั้นมีสิงโตมาตั้งแต่ปี 1850 โดย Logo ที่ถูกปรับเปลี่ยนก็จะมีการเปลี่ยนท่าทางการยืนของสิงโตไปด้วย  จนปี 1998 Logo ของเปอร์โยได้ถูกปรับให้ดู modern มากขึ้น และเริ่มจะมีสีบนพื้นหลังในปีเดียวกัน Logo ชิ้นสีฟ้าถูกนำมาใช้จนถึงทุกวันนี้

Pepsi

Pepsi นี่โด่งดังมาก กับการเปลี่ยน Logo เมื่อปลายปีที่ผ่านมา  จริงๆ แล้ว Pepsi Cola เปลี่ยนรูปแบบ Logo มาโดยตลอด ตั้งแต่ตัวหนังสือสไตล์คลาสสิคมาจนมาถึงตัวหนังสือที่เรียบง่ายบนฝา Pepsi  ส่วน 3 สีที่บ่งบอกความเป็น Pepsi นั้นเริ่มต้นในปี 1998  และยังคงเปลี่ยนเรื่อยมาจนได้ Logo ชิ้นที่ดูดีที่สุด และถูกวิจารณ์น้อยที่สุด นั่นก็คือดีไซน์ตัวล่าสุดนั่นเอง

Shell

Logo ของ Shell นี่เริ่มจากเปลือกหอยของจริงตั้งแต่เริ่มต้นมาถึงปี 1909   จึงมีการปรับแต่ง graphic และลายเส้นให้ดูฌเฉียบคมขึ้น  พร้อมเพิ่มสี Logo ส้มแดงตามยุคสมัย และจนมาถึงเปลือกหอยชิ้นสุดท้าย ที่ดูเรียบง่ายและบอกถึงความเป็น Shell ในตัว




























วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

10 แบรนด์ดัง สร้างแบรนด์ด้วย Social Media

ในรายงานฉบับนี้ Charlene ได้ค้นพบว่า บริษัทที่ทำ Brand Engagement ผ่านทาง Social Media ที่มีประสิทธิภาพ จะมีผลประกอบการที่ดีขึ้นด้วย โดยเธอพบว่า การทำ Brand Engagement นั้นมีความสัมพันธ์กับผลประกอบการทางการเงินขององค์กร และเธอกับทีมงานได้จัดทำ 100 แบรนด์ดังระดับโลกที่ใช้ Social Media ในการดึงให้ คนติดตามแบรนด์ของตัวเอง โดยมี Top 10 เรียงลำดับตามแต้มที่ทีมงานกำหนดไว้ดังนี้

1.Starbucks (127)
2. Dell (123)
3. eBay (115)
4. Google (105)
5. Microsoft (103)
6. Thomson Reuters (101)
7. Nike (100)
8. Amazon (88)
9. SAP (86)
10. เสมอกันระหว่าง - Yahoo!/Intel (85)

บริษัทอันดับต้นๆ จากทั้ง 100 อันดับนี้มีผลประกอบการที่ดีขึ้น เพราะรายได้โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 18% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับกลุ่มบริษัท ที่มีคนติดตามทาง Social Media น้อยที่สุดจะมีรายได้ตกลงไป 6% ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าอันนี้รวมไปถึง กำไรและรายได้สุทธิด้วย แม้รายงานจะไม่ชี้ชัดว่ามีความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างความสามารถทางการเงินกับการทำ Brand Engagement แต่สิ่งที่ทางผู้จัดทำได้ระบุชัดเจนก็คือมันมีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่ อาทิ บริษัทที่เปิดให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมจะมีผลประกอบการที่ดีกว่าเพราะว่าบริษัทเหล่านั้นโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองทำมากกว่าที่จะมุ่งเน้นแข่งขันจนลืมตัวเอง ในรายงานฉบับนี้ได้ยกตัวอย่างแบรนด์ดังอย่าง Starbucks, Dell, SAP, และ Toyota เป็นตัวอย่างในการอธิบายถึงการค้นพบหลักๆ (Key finding) ของทีมงานว่า

เน้นคุณภาพ ไม่ใช่แค่ปริมาณ
การสร้างความน่าติดตาม หรือการสร้าง Engagement เป็นอะไรที่มากกว่าเพียงแค่สร้าง Blog ขึ้นมาแล้วเปิดให้คนโพสต์อะไรก็ได้ มันเป็นอะไรที่มากกว่าจะเปิดโปรไฟล์ใน Facebook แล้วให้คนมาเขียนอะไรก็ได้ใน Wall ของเรา แต่มันเป็นเรื่องที่ว่าเราจะรักษาให้เนื้อหาใน Blog ของเราสดใหม่อยู่ตลอดเวลาได้อย่างไร และแน่ใจได้ว่าเราตอบความเห็นของผู้บริโภค ที่เข้ามาออกความเห็นกับแบรนด์ของเรา มันเป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้านั่นเอง

กำหนดให้การทำ Brand Engagement เป็นงานของทุกคนในบริษัท
Social Media ไม่ได้เป็นงานของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป หากแต่ว่าทางบริษัทนั้นๆ ได้ให้ความสำคัญกับ Social Media ชนิดว่ามันเป็นงานของทุกคนที่จะต้องช่วยกันทำความเข้าใจ สื่อสารภาพลักษณ์ของบริษัท สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าด้วยช่องทางต่างๆ ที่เหมาะสม ทำกันคนละนิดคนละหน่อยไม่กี่นาทีในแต่ละวัน ถ้าพนักงานในบริษัทช่วยกัน มันจะกลายเป็นพลังที่ส่งผลถึงผู้บริโภคแน่นอนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


ทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับ Social Media ได้แล้ว
กลยุทธ์ในการทำการตลาดผ่าน Social Media อย่างคุ้มค่านั้นขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยซึ่งรวมไปถึง อุตสาหกรรมที่คุณทำงานอยู่ด้วย ถ้าหากว่าลูกค้ารายใหญ่ของคุณไม่เชื่อเรื่อง Social Media ว่ามันเป็นช่องทางการสื่อสาร หรือถ้าองค์กรของคุณต่อต้านที่จะสร้างความน่าติดตามในทางใดทางหนึ่ง คุณคงต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่ง่ายๆ และเล็กๆ ก่อน ค่อยเป็นค่อยไป แต่คุณจำเป็นจะต้องเริ่มทำอะไรสักอย่าง ได้แล้ว ไม่เช่นนั้นคุณก็จะรับความเสี่ยงที่จะแพ้แบรนด์อื่นๆ ไม่ใช่เพียงแค่แบรนด์ในอุตสาหกรรมของคุณ แต่ยังรวมไปถึงการเข้าถึงจิตใจลูกค้าด้วย

ทำอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
การสร้างความน่าติดตามนั้นจะทำแบบผิวเผินไม่ได้ หากแต่เราจำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอ และจำเป็นต้องลงทุนในการหาคนที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่อง Social Media เข้ามาเป็นหูเป็นตาของแบรนด์ โดยจัดจ้างคนอย่างเป็นทางการ แต่ถ้าบริษัทคุณมีข้อจำกัด เรื่องบุคลากร ก็ให้พยายามมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอเท่าที่จะทำได้


Read more: http://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=82031#ixzz0p0ECJ7qg
Under Creative Commons License: Attribution Non-Commercial No Derivatives